สวยง่ายๆ ด้วย Fat Grafting

Fat Grafting
Fat Grafting

วิวัฒนาการความสวยความงามในปัจจุบันบอกเลยว่าไปไกลกว่าที่หลายคนคิดกันแล้วค่ะ ไม่ว่าจะอยากสวยเบอร์ไหน อย่างดูดีอย่างไร สถาบันเสริมความงามต่างๆ จัดให้ได้หมด และเทคโนโลยีล่าสุดที่ตอนนี้กำลังฮอตฮิตเป็นอย่างมากนั้น ก็คือ Fat Grafting นั้นเอง

Fat Grafting คืออะไร ใครที่ยังงงๆ หรือไม่เข้าใจ ณ จุดนี้ขออธิบายง่ายๆ เลยว่า เป็นการนำไขมันตัวเองมาฉีดตามจุดต่างๆ ที่เราต้องการ เพิ่มเต็มร่องลึก หรือรอยตีนกาต่างๆ ให้หายไปได้ ซึ่งไขมันที่เราจะนำมาฉีดก็หาได้จากเรือนร่างของเราเอง เพราะในร่างกายเรามีไขมันหลายจุดที่เราไม่ได้ต้องการมันเลย แต่มักจะมีสะสมอยู่ตรงนั้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และเมื่อเราดูดไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการออกมาก็จะช่วยให้ไขมันสะสมในจุดนั้นๆ น้อยลงด้วย และเมื่อได้ไขมันของตัวเราเองแล้ว เราก็สามารถนำมาฉีดไขมันเติมเต็มความสวยบริเวณ ใบหน้า ลดเรือนริ้วรอย เสริมขนาดหน้าอก โดยข้อดีของการนำไขมันของตัวเองมาใช้คือมันจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ทำให้ไม่เกิดการต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น และผลลัพธ์ที่ได้จะดูมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แถมเนื่องจากในปัจจุบัน วงการศัลยกรรมมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกลไปมาก ทำให้การฉีด Fat Grafting สามารถคงผลลัพธ์ไว้ได้นานและปลอดภัยมากขึ้นด้วย แต่ไม่ใช่ว่าขั้นตอนการ Fat Grafting จะง่ายๆ เพราะการจะเลือกจุดดึงไขมันออกมา หรือว่าจะต้องฉีดในจุดไหน ปริมาณเท่าไหร่ เป็นสิ่งที่ต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น

ดังนั้น Fat Grafting ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสามารถเติมเต็มความสวยให้แก่ใบหน้าของเราได้ สาวๆ หนุ่มๆ คนไหนอยากจะเพิ่มสกิลความมั่นใจให้แก่ตัวเองบอกเลยว่า Fat Grafting เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

 

 

นอนเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ

นอน
นอน

หลายๆ คนน่าจะมีความรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนเวลาบ่ายๆหลังทานอาหารกลางวันอิ่มๆ โดยเฉพาะวันไหนที่กินอิ่มมากๆ ยิ่งทำให้อาการนี้กำเริบหนักมากไปกว่าเดิม อาการที่เป็นอยู่นี้สื่อถึงอะไรได้บ้าง โรคใดบ้างที่คุณอาจจะเป็นได้ มาลองหาคำตอบกันสักหน่อยดีกว่า

1. โรคนอนไม่หลับ
อาจเป็นเพราะคุณนอนดึกมากๆ ทำงานหนักมากๆ งานเยอะมากๆ หรือเครียดมากๆ จนนอนไม่หลับ ซึ่งการนอนไม่หลับแบบสะสม ทำให้วันต่อๆ มาเกิดอาการง่วงนอนตอนกลางวันได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรคลายเครียดสักหน่อย ลดการทำงานในตอนกลางคืนลงเสียบ้าง หรือปรึกษาแพทย์สักหน่อยก็ได้ อะไรๆจะได้ดีขึ้น

2. โรคอ่อนเพลีย
เมื่อนอนไม่หลับติดต่อกันนานๆก็จะเกิดเป็นโรคอ่อนเพลียขึ้นได้ เพราะโรคนี้เป็นขั้นกว่าของโรคนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายสะสมความอ่อนเพลียหนักขึ้นเรื่อยๆ โรคนี้ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

นอกจากการนอนไม่พอแล้ว โรคนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารบางประเภท เช่น อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากเกินไปด้วย การที่ร่างกายได้รับอาหารเหล่านี้มากเกินไป จะส่งผลให้เกิดความเพลีย อ่อนล้า ง่วงนอน ความจำไม่ค่อยดี ปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว และนอนหลับไม่สนิทได้

3. โรคเบาหวาน

การบริโภคแป้งและน้ำตาลสูงๆ ทำให้เกิดเป็นโรคล้าเรื้อรังได้ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ ยังเป็นบ่อเกิดของโรคเบาหวานได้อีกด้วย เพราะการที่เลือดมีปริมาณน้ำตาลสูงๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นอาการง่วงนอนขึ้นโดยทันที เพื่อเตือนให้ร่างกายทราบว่า ขณะนี้ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว หากยังฝืนทานต่อไปเรื่อยๆจะนำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคตอันใกล้

4. โรคลมหลับ

โรคนี้หมายถึง อาการง่วงนอนอย่างมากในตอนกลางวัน แต่กลับตาสว่างในตอนกลางคืน จะข่มตาหลับก็หลับไม่สนิท หรือพอได้นอนปุ๊บก็จะฝันทันที ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง และส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการสมองช้า ขาดสมาธิ สุขภาพจิตเสีย หรือแม้กระทั่งการเป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิต

5. โรคโลหิตจาง

ผู้หญิงเป็นเพศที่มีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย เพราะส่วนหนึ่งเลือกทานอาหารและต้องสูญเสียโลหิตจากการมีประจำเดือน ซึ่งอาจนำมาสู่การอ่อนเพลีย หน้ามืด เหนื่อยง่าย เชื่องช้า เซื่องซึม และไม่สดใสในที่สุด

6. เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

การสูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ บ่อยๆ เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะสูญเสียเลือดจากการเป็นโรคริดสีดวงทวารบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะโลหิตจางเรื้อรัง เลยแสดงอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมง่าย อ่อนแรง และง่วงหงาวหาวนอนได้เช่นกัน

นวดมือช่วยบำบัดโรคได้

นวดมือ
นวดมือ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องการนวดเท้าที่สามารถช่วยคลายอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ หรือช่วยบรรเทารักษาโรคได้ แต่ไม่ใช่เฉพาะแค่การนวดเท้าเท่านั้นนะคะที่มีประโยชน์ แต่การนวดมือก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีเช่นกัน เพราะฝ่ามือก็เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทมากมาย ที่สามารถเชื่อมโยงอวัยวะต่างๆเข้าหากันได้

และเมื่อโลกนี้ไม่มีใครอยากป่วย การเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสาเหตุของโรคร้ายล้วนแฝงตัวมากับอาหาร หรือสิ่งแวดล้อมแทบทั้งนั้น หากใครอยากร่างกายแข็งแรงลองใช้วิธีการ “นวดฝ่ามือ” มาบรรเทาความเจ็บปวดของร่างกายของคุณดูสิค่ะ การนวดฝ่ามือจะช่วยแก้โรคร้ายอะไรได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

1. นวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์
เวลาที่รู้สึกกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข จิตใจไม่เบิกบาน ซึมเศร้า เชื่องช้า หรือเก็บกด อาจมีสาเหตุหลักมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ สามารถนวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์ได้ดังนี้

– ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งกดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง และนวดกดไล่ไปรอบๆบริเวณนี้ หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด
2. นวดเพิ่มการมองเห็น
อยากให้มองเห็นชัดเจนนอกจากจะนวดตาแล้ว ยังสามารถนวดมือได้ด้วย ทำง่ายๆตามนี้ค่ะ

– ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นิ้วละ 2-3 วินาที นวดถูให้ทั่วมือ
3. นวดกระตุ้นการได้ยิน
ใครหูไม่ดี ลองนวดกระตุ้นการได้ยินดูสิค่ะ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

– นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที จะช่วยส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยินได้
4. นวดแก้ไอ
จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้น เวลาไอหรือมีปัญหาเกิดขึ้นที่ลำคอ ก็ให้นวดกดจุดบริเวณนั้น ด้วยวิธีการดังนี้

– ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้ 5-10 นาที แล้วปล่อย
5. นวดแก้ปวดไมเกรน
อาการนี้เป็นกันเยอะ เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการปวดไมเกรนแล้ว ให้แก้ไขไปที่ต้นเหตุ โดยการแก้ไขที่การไหลเวียนโลหิตในสมอง ซึ่งทำได้ด้วยการนวดนิ้ว การบำบัดอาการปวดควรทำให้เส้นประสาทต่างๆผ่อนคลาย พร้อมกับกระตุ้นให้มีโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น ด้วยวิธีดังนี้

– นวดผ่อนคลายบริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน

6. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก
หากปัญหาผมร่วง ผมหงอกกำลังรังควาญใจคุณอยู่ ให้ลองนวดจุดสะท้อนเส้นผมบ่อยๆ มันจะช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและการหงอกก่อนวัยได้ วิธีนวดทำได้โดย

– กำมือทั้งสองข้างไว้หลวมๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน

– ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็วๆ ทำท่านี้วันละ 1 ครั้งๆ ละ 5 นาที

7. นวดแก้ปวดหลัง

การนวดมือช่วยแก้ปวดหลังได้ หากนวดได้ตรงจุดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียดได้ โดยต้องกดนวดดังนี้

– แก้ปวดบริเวณต้นคอ ให้กดนวดบริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย

– แก้ปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนอื่นๆ ให้กดนวดบริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา

8. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร
เพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ต้องลองกดนวดกระตุ้นจุดนี้ด้วยวิธีการดังนี้

– ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย

– กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้

9. นวดบำรุงหัวใจ
ถ้าอยากให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สามารถทำได้ด้วยการนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ ซึ่งมีวิธีการดังนี้

– กดจุดสะท้อนหัวใจบนมือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย ส่วนอีกสี่นิ้วที่เหลือให้ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้

10. นวดแก้อาการเป็นลม
หากเจอคนกำลังเป็นลม นอกจากจะให้ดมยาดมแล้ว ให้นวดมือเขาไปพร้อมกันด้วย การนวดที่ถูกต้องจะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนในสมองได้อย่างเพียงพอ และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

– เริ่มออกแรงกดที่ปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา และหมุนวน หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง

– ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย

11. นวดกระตุ้นตับ
การนวดกระตุ้นตับ ช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับได้ ด้วยวิธีคือ

– กดจุดสะท้อนตับบนมือ ตรงบริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา กดด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย

– จากนั้นให้สลับนวดไปที่มือซ้าย นวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ

12. นวดกระตุ้นไต

การนวดที่จุดนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีกระบวนการกรองและขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ โดยออกแรงกดและหมุนไปรอบๆ บริเวณ นานราว 2-3 วินาที

– สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย

การนวดถูกวิธี สามารถบรรเทาโรคภัยต่างๆได้มากมาย แต่ถ้าทำแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้น ก็ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์อย่างละเอียด เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

อารมณ์มีผลต่อริ้วรอยบนใบหน้า

ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับมลพิษต่างๆที่ส่งผลต่อริ้วรอยบนใบหน้าของเรา อารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อหน้าของเรา ยิ่งเราเครียดมาก เราก็จะยิ่งแก่เร็วกว่าเดิม เราควรจะใจเย็นๆ และหาเรื่องผ่อนคลาย หัวเราะบ่อยๆ ก็จะช่วยเราได้ส่วนหนึ่ง

ความเครียด
ความเครียด

การผ่อนคลายหรือการช่วยให้เราอารมณ์ดีนั้นสามารถทำได้หลายอย่างเช่น

ดูทีวี
ดูทีวี

1.ดูหนังฟังเพลงแนวที่ชอบ การดูหนัฟังเพลงงก็ถือเป็นการผ่อนคลายที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เราสามารถเลือกหนังแนวที่ชอบและดูอย่างผ่อนคลาย รือฟังเพลงเบาๆแล้วปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลงก็ดีไม่ใช่น้อย

2.ทำงานอดิเรก เราเชื่อว่าทุกคนต้องมีงานอดิเรกอย่างอื่นนอกจากงานที่ทำเป็นประจำ บางคนอาจจะอ่านหนังสือ หรือเล่นดนตรี ก็จะช่วยให้จิตใจเบิกบานแจ่มใสได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ออกกำลังกาย
ออกกำลังกาย

3.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยให้เราหลั่งสารแห่งความสุขออกมาได้ เมื่อเราออกกำลังกายมากพอ เราจะรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดีแถมสุขภาพก็ดีขึ้นอีกด้วย

4.กินอาหารที่เราชอบ การกินช่วยให้เราอารมณ์ดี บางคนเวลาเครียดมากๆก็มักจะมาลงกับการกินซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เราควรจะเลือกกินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อน
เพื่อน

5.ออกไปข้างนอก ไปเจอเพื่อน ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง การที่เราได้ไปสนทนากับคนอื่นจะสามารถทำให้เราเปิดกว้างทางความคิดและช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่ยาก

วิธีเหล่านี้คือบางส่วนที่เราสามารถนำไปใช้คลายเครียดได้ จะทำให้เราดูสดใสและอ่อนกว่าวัยอย่างแน่นอน