มาหาคำตอบ โบท็อกซ์ บ่อยๆ เมื่อหยุดฉีดจะมีริ้วรอยเพิ่มหรือไม่

สาวๆ หนุ่มๆ สมัยนี้บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก โบท็อกซ์ บางคนรู้จักยังไม่ลึกซึ้ง แต่ก็เคยเจอเคยใช้บริการเรียบร้อย จนมีหลายคำถามคาอยู่ในใจ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า เมื่อเราโบท็อกซ์เป็นประจำอย่างต่อเนื่องแล้วอยู่ๆ หยุดทำ ริ้วรอยบนใบหน้าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่

ซึ่งโดยปกติแล้วการทำงานของโบท็อกซ์คือฉีดเข้าไปตรงกล้ามเนื้อบริเวณไหน กล้ามเนื้อนั้นจะผ่อนคลาย ไม่เกร็งตัว ทำให้ริ้วลอยต่างๆ หายไป แถมยังเข้าไปหยุดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ทำให้มีขนาดเล็กลง หน้าก็จะดูเรียวขึ้นได้ ซึ่งจะให้ผลการรักษาอยู่ประมาณ 6 เดือน หลังจาก 6 เดือน เราสามารถฉีดโบท็อกซ์เข้าไปใหม่ได้ ซึ่งก็จะให้ผลที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเราหยุดฉีด บอกได้เลยว่าริ้วรอยจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะกลับไปมีริ้วรอยเท่าเดิมเหมือนก่อนที่จะฉีดโบท็อกซ์นั้นเอง แต่โบท็อกซ์จะใช้เวลาสลายจริงๆ ประมาณ 6-12 เดือน ในระยะแรกที่เลิกฉีดริ้วรอยก็อาจจะยังไม่เห็นเท่าไหร่ แต่ทิ้งไว้อีกสักระยะคุณจะสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์จริง แล้วสามารถฉีดได้หลายจุด ช่วยได้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การฉีดปรับรูปหน้าเรียว การฉีดปรับระดับคิ้วเปลี่ยนรูปคิ้ว การแก้ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก ร่องแก้ม ริมฝีปาก ริ้วรอยที่คอและคาง และด้วยความที่การฉีดโบท็อกซ์มีผลการวิจัยจากสหรัฐอเมริกายืนยันในเรื่องของความปลอดภัย จึงทำให้ความนิยมของโบท็อกซ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเป็นเวชสำอางที่ครองใจสาวๆ ยุคปัจจุบันอย่างที่สุด

ฟังคำบอกเล่ามาก็เยอะ งานนี้ใครยังไม่เคยสัมผัสถึงประสิทธิภาพอันเหลือเชื่อของ โบท็อกซ์ ก็เดินเข้าไปปรึกษาคลินิกแถวบ้านได้เลย เชื่อว่าทำแล้วคุณต้องคิดใจในการทำงานที่สุดแสนจะพิเศษของ โบท็อกซ์ อย่างแน่นอนค่ะ

 

ข้อดีของการศัลยกรรมจมูกด้วยกระดูกอ่อน

ศัลยกรรมจมูกด้วยกระดูกอ่อน
ศัลยกรรมจมูกด้วยกระดูกอ่อน

การทำศัลยกรรมจมูก เป็นการเสริมความงามยอดฮิตที่ทุกคนให้ความสำคัญและมักจะทำเป็นสิ่งแรกบนใบหน้า เพราะด้วยความที่ จมูก เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนกลางของให้หน้า เด่นและเป็นจุดสนใจไม่แพ้ตา หากใครที่มีจมูกที่แบนหรือเบี้ยว บาน ก็จะทำให้ไม่มีความมั่นใจในหน้าตา การอัพดั้งให้โด่งขึ้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีและช่วยเพิ่มเติมบุคลิกภาพที่ดีให้แก่คุณได้

การศัลยกรรมจมูกทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเสริมด้วยซิลิโคน หรือการฉีดไขมันตัวเองเข้าไป การฉีดฟิลเลอร์ แต่อีกวิธีนึงที่ได้รับความนิยมไม่น้อย คือการศัลยกรรมจมูกด้วยกระดูกอ่อน วิธีนี้บอกเลยว่ามีข้อดีที่ตรง กระดูก อ่อน ก็เป็นสิ่งหนึ่งในร่างกายเรา ทนต่อการติดเชื้อได้ดี ไม่ก่อให้เกิดพังผืดเหมือนซิลิโคน และมีความแข็งแรงที่พอดีด้วย ซึ่งกระดูดอ่อนในร่างกายเราที่มักจะถูกนำมาใช้คือ กระดูกอ่อนตรงส่วนหลังใบหู และกระดูกอ่อนซี่โครงที่ท่อนใหญ่ ซึ่งกระดูกอ่อนตรงส่วนซีโครงแข็งแรกกว่ากระดูกอ่อนบริเวณอื่น สามารถนำมาศัลยกรรมจมูกได้ดี ให้ความเป็นธรรมชาติ ได้ทรงสวยและสามารถบิดจมูกได้เหมือนจมูกธรรมชาติเลยทีเดียว แต่การทำศัลยกรรมด้วยกระดูกอ่อนจำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิด และเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนจึงทำให้แพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีประสบการณ์ค่อนข้างสูง คนที่มีปัญหาจมูกผิดรูปมากๆ สั้นหรือแบนมากๆ จมูกที่ได้รับอุบัติเหตุจนเสียทรงไป จมูกพิการ หรือแม้แต่การศัลยกรรมจมูกหลายครั้งจนจมูกพัง คนไข้เหล่านี้สามารถแก้ปัญหาของจมูกได้ด้วยการศัลยกรรมจมูกด้วยกระดูกอ่อนนั้นเอง

ตัวเลือกในการทำศัลยกรรมในปัจจุบันค่อนข้างหลากหลาย ใครที่กำลังคิดจะไปถอยดั้งใหม่ ก็เลือกชนิด เลือกวิธีการที่เหมาะสมกับทรงจมูกและเงินในกระเป๋าท่านได้เลย เพราะงานนี้ ทำก่อนสวยก่อน เดินมั่นใจมั่นหน้าได้แบบไม่ต้องแคร์มครเลยจ้า

แก้ปัญหา คางสั้น คางไม่มี ด้วยศัลยกรรมง่ายๆ

การเสริมคาง
การเสริมคาง

ปัญหาคางสั้น คางตัดเป็นเหลี่ยม หรือคางเล็กเกินไป เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้ใครหลายๆ คนอย่างมาก เพราะเมื่อไม่มีคางก็จะทำให้รูปหน้าไม่สมส่วน หน้าจะดูสั้นๆ ไม่เรียวยาว ซึ่งการศัลยกรรมค้างเข้าไปเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และมีความปลอดภัยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำให้คนส่วนใหญ่ตัดสินใจทำกันอย่างไม่ลังเล

โดยการเสริมคางนั้น สามารถทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ การเสริมซิลิโคนเข้าไป ซึ่งสามารถผ่าตัดได้ 2 แบบคือ การศัลยกรรมคางจากด้านในช่องปาก และจากด้านนอกช่องปาก ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น และจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนที่แผลผ่าตัดจะหายเป็นปกติ ส่วนวิธีที่ 2 คือการนำไขมันตัวเองจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายมาฉีดที่คาง ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ๆ ที่ให้ความเป็นธรรมชาติสูง ปลอดภัยเพราะเป็นไขมันของตัวเอง ไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งแปลกปลอมอื่นจะเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีรอยแผล ดูแลตัวเองหลังทำไม่ยาก และนอกจากนี้ยังมีการศัลยกรรมเลื่อนคาง ซึ่งจะทำในกรณีที่คนไข้มีคางสั้น คางร่นเข้าไปอยู่ด้านในเยอะ ซึ่งหากใช้วิธีการใส่ซิลิโคนเข้าไป ก็จะทำให้ไม่เป็นธรรมชาติเพราะต้องใช้ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่ จึงได้แก้ปัญหาด้วยการผ่าตัดเลื่อนตำแหน่งกระดูดคางออกมาด้านหน้าแล้วใช้น็อตทางการแพทย์ยึดไว้ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ที่มีคางสั้นมากๆ จนหน้ากลม กลับมามีใบหน้าที่สวยได้รูปและดูหน้าเรียวขึ้นได้

ปัญหาคางสั้น คางไม่มีจัดการง่าย มีหลายวิธีให้เลือกสรร               ใครที่กำลังเครียดกับใบหน้าที่ไม่ได้รูป คางหาย คางหดอยู่ เดินเข้าไปปรึกษาแพทย์ในคลินิกใกล้บ้านคุณได้เลย เพราะการศัลยกรรมคาง เป็นการผ่าตัดที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ช่วยเรื่องรูปหน้าได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

อยากปากบางอย่างดารา ต้องศัลยกรรมปากกระจับ

ปาก เป็นอีกหนึ่งอวัยวะบนใบหน้าที่โดดเด่นไม่แพ้ส่วนอื่นๆ หลายคนที่มีปัญหาริมฝีปากหนา ไม่สอดรับกับใบหน้า จึงเป็นกังวลและไม่มั่นใจในปากของตัวเอง การทำปากกระจับ หรือปากปีกนก จึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สามารถทำให้รูปของคนไข้สวยขึ้นได้ในพริบตา และช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้แก่รอยยิ้มของคุณได้

โดยการทำปากกระจับเหมาะสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากบนหนา มีรูปทรงที่ไม่สวย หรือผู้ที่มีปัญหาเนื้องอกที่ปาก ริมฝีปากผิดปกติไป การศัลยกรรมปากกระจับสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ โดยการผ่าตัดใช้เวลาเพียง 30-45 นาทีเท่านั้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพราะหลักจากแพทย์ให้ยาชาก็จะกำหนดจุดที่ต้องการจัดรูปทรงให้ปากเข้ารูปเป็นกระจับ จากนั้นจะตัดเนื้อปากส่วนที่เกินออก ตกแต่งให้เรียบร้อยแล้วเย็บแผลให้ติดกันเป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย หลังจากผ่าตัดคนไข้ต้องทานอาหารอ่อน อย่าอ้าปากกว้างในช่วงแรก และงดกิจกรรมที่อาจจะกระทบกระเทือนบาดแผลประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งหลังผ่าตัดจะมีอาการบวมช้ำเป็นปกติ และอาจจะรู้สึกชาตรงบริเวณริมฝีปาก แต่อาการจะค่อยๆ หายไปหลังจากผ่าตัดประมาณ 10 วัน และเมื่อผ่า 3 วันแรกไปควรนวดคลึงบริเวณที่ทำ เพื่อไม่ให้เกิดพังผืดเป็นก้อนแข็ง และจะได้ให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติด้วย ซึ่งการทำศัลยกรรมสิ่งแรกที่คนไข้ควรรู้คือ หลังทำอาการบวมอาจทำให้เห็นผลที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไร ควรใจเย็นๆ และรอให้แผลหายบวม ให้ร่างกายปรับให้เข้าที่ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลามากกว่า 1 เดือน อย่าเพิ่งตกใจหากเห็นว่าไม่เห็นผลงานอย่างที่คิดไว้

ใครที่อยากจะปากสวย ปากบางๆ แบบดารา ศัลยกรรมปากกระจับ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย แถมยังใช้เวลาทำแป๊บเดียว พักฟื้นตัวก็ไม่นาน คุณก็จะสามารถมียิ้มสวยๆ ยิ้มหล่อๆ ไว้เพิ่มเสน่ห์ให้แก่ตัวคุณเองแล้วละคะ

รู้ก่อนทำ ศัลยกรรมตา ทำได้กี่แบบ

ตา เป็นหน้าตาของหัวใจ เป็นประโยคเลียนๆ ที่เราได้ฟังกันจนชินหนู แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงๆ เพราะทุกครั้งที่เราจะมองใครมักจะมองที่ตาของเค้าก่อนเสมอ แต่หากว่า ตา ของเราไม่มีเสน่ห์ ตาตี๋ ตาชั้นเดียว ไม่ถูกใจเราเอง การศัลยกรรมก็ช่วยได้อย่างมาก แถมการผ่าตัดตาสองชั้นยังสามารถทำได้หลายวิธีเลยทีเดียว แต่จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

  1. การเย็บเปลือกตาด้านใน ซึ่งเป็นวิธีที่คนไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ เพราะอยู่ได้ 1-2 ปี ชั้นตาก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมต้องทำใหม่อีกครั้ง
  2. การกรีดเปลือกตา วิธีนี่แพทย์จะกรีดเปลือกตาเป็นทางยาว แล้วเอาไขมันส่วนเกินออกแล้วเย็บ ซึ่งจะเห็นรอยแผลเล็กและดูเนียนด้วย
  3. การตัดหนังตาออกแล้วเย็บ ซึ่งเป็นวิธีคล้ายๆ การกรีดเปลือกตา แต่จะเห็นแผลที่ชัดกว่าและยาวกว่า
  4. การใช้เลเซอร์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ตาสองชั้นสวย เลือดออกน้อย แผลผ่าตัดสวย ซึ่งก็เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมไม่น้อย
  5. การดูดไขมัน ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คิดว่าจะมีวิธีนี้ แต่บอกเลยว่าเป็นการเจาะรูเล็กๆ ที่เปลือกตาแล้วดูดไขมันออกไป ซึ่งถ้าทำโดยแพทย์ที่ชำนาญจะได้ตาสองชั้นที่สวยอย่างมาก และดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย
  6. การดูดไขมันรวมกับการใช้เทคนิค Microscopic Surgery วิธีนี้เริ่ดสุด เพราะมีแผลที่เล็กมาก และให้ความเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด

แต่ละวิธีก็ให้ข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน เพราะวิธีที่ให้ความเป็นธรรมชาติสูง ค่าใช้จ่ายก็ย่อมสูงตามขึ้นไปด้วย แต่เพื่อความสวยแล้ว เราต้องลงทุน เราต้องยอมแลกค่ะ แต่ถึงจะยอมแลกยังไงก็ต้องเลือกสถานเสริมความงามที่ได้มาตรฐานนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาที่เราไม่ได้คาดคิดได้

ศัลยกรรม เริ่มทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไร

ถ้าจะพูดถึงเรื่องความสวยความหล่อ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้แต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยเอ๊าะๆ ก็อยากจะสวยอยากจะหล่ออยากจะทำศัลยกรรมเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ตัวเองกันทั้งนั้น แต่หลายคนสงสัยว่า อายุ เท่าไรกันแน่ถึงจะเริ่มทำศัลยกรรมได้ เด็กๆ วันรุ่นสามารถทำได้รึเปล่า วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกท่านแล้วค่ะ

จริงๆ แล้วการศัลยกรรมสามารถทำได้ตั้งแต่วัยเด็กเลยทีเดียว แต่จุดมุ่งหมายของการทำอาจจะไม่ได้เพราะอยากสวยอย่างเดียวเท่านั้น แต่เหตุผลอาจจะเป็นต้องการรักษาก็เป็นได้ เพราะการศัลยกรรมจริงๆ แล้วทำได้ตั้งแต่อายุ 4-5 ปี แต่อายุเท่านี้ทำได้เพียงศัลยกรรมแก้ปัญหาหูกางเท่านั้น ส่วนการทำศัลยกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงามโดยตรงนั้น ผู้ทำควรต้องมีอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป แต่ก่อนทำต้องศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อน เพราะมีการทำศัลยกรรมบางประเภทที่อายุ 13 แล้วก็ยังไม่สามารถทำได้ อาทิการทำศัลยกรรมหน้าอกแบบที่ใช้ถุงน้ำเกลือ ลักษณะนี้ต้องทำในผู้ที่มีอายุมากว่า 18 ปี ส่วนการทำหน้าอกแบบเป็นซิลิโคนต้องมีอายุมากกว่า 22 ปีขึ้นไปถึงจะทำได้ ดังนั้นการศัลยกรรมไม่ควรจะรีบร้อนทำตอนที่อายุยังน้อยๆ อยู่ เพราะร่างกายของผู้ทำอาจจะยังโตไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เมื่อทำไปแล้วอาจเกิดปัญหาขึ้นภายหลังได้ หรือบางคนเมื่อมีอายุมากขึ้น ร่างกายได้โตเต็มที่ความสวยเริ่มมาความอยากในการทำศัลยกรรมก็อาจจะน้อยลงจนไม่ต้องการทำอีกก็เป็นได้

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การทำศัลยกรรม ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เราดูดีขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องดูความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น อายุของตัวผู้ทำเป็นสิ่งสำคัญด้วย และที่จะขาดไม่ได้คือการเลือกสถานเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน นอกจากจะทำให้คุณปลอดภัยสบายใจแล้ว ประสบการณ์และฝีมือของทีมแพทย์ก็จะช่วยการันตรีความสวยของคุณได้อีกด้วย

 

สวยง่ายๆ ด้วย Fat Grafting

Fat Grafting
Fat Grafting

วิวัฒนาการความสวยความงามในปัจจุบันบอกเลยว่าไปไกลกว่าที่หลายคนคิดกันแล้วค่ะ ไม่ว่าจะอยากสวยเบอร์ไหน อย่างดูดีอย่างไร สถาบันเสริมความงามต่างๆ จัดให้ได้หมด และเทคโนโลยีล่าสุดที่ตอนนี้กำลังฮอตฮิตเป็นอย่างมากนั้น ก็คือ Fat Grafting นั้นเอง

Fat Grafting คืออะไร ใครที่ยังงงๆ หรือไม่เข้าใจ ณ จุดนี้ขออธิบายง่ายๆ เลยว่า เป็นการนำไขมันตัวเองมาฉีดตามจุดต่างๆ ที่เราต้องการ เพิ่มเต็มร่องลึก หรือรอยตีนกาต่างๆ ให้หายไปได้ ซึ่งไขมันที่เราจะนำมาฉีดก็หาได้จากเรือนร่างของเราเอง เพราะในร่างกายเรามีไขมันหลายจุดที่เราไม่ได้ต้องการมันเลย แต่มักจะมีสะสมอยู่ตรงนั้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และเมื่อเราดูดไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการออกมาก็จะช่วยให้ไขมันสะสมในจุดนั้นๆ น้อยลงด้วย และเมื่อได้ไขมันของตัวเราเองแล้ว เราก็สามารถนำมาฉีดไขมันเติมเต็มความสวยบริเวณ ใบหน้า ลดเรือนริ้วรอย เสริมขนาดหน้าอก โดยข้อดีของการนำไขมันของตัวเองมาใช้คือมันจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ทำให้ไม่เกิดการต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น และผลลัพธ์ที่ได้จะดูมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แถมเนื่องจากในปัจจุบัน วงการศัลยกรรมมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกลไปมาก ทำให้การฉีด Fat Grafting สามารถคงผลลัพธ์ไว้ได้นานและปลอดภัยมากขึ้นด้วย แต่ไม่ใช่ว่าขั้นตอนการ Fat Grafting จะง่ายๆ เพราะการจะเลือกจุดดึงไขมันออกมา หรือว่าจะต้องฉีดในจุดไหน ปริมาณเท่าไหร่ เป็นสิ่งที่ต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น

ดังนั้น Fat Grafting ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสามารถเติมเต็มความสวยให้แก่ใบหน้าของเราได้ สาวๆ หนุ่มๆ คนไหนอยากจะเพิ่มสกิลความมั่นใจให้แก่ตัวเองบอกเลยว่า Fat Grafting เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

 

 

นอนเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ

นอน
นอน

หลายๆ คนน่าจะมีความรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนเวลาบ่ายๆหลังทานอาหารกลางวันอิ่มๆ โดยเฉพาะวันไหนที่กินอิ่มมากๆ ยิ่งทำให้อาการนี้กำเริบหนักมากไปกว่าเดิม อาการที่เป็นอยู่นี้สื่อถึงอะไรได้บ้าง โรคใดบ้างที่คุณอาจจะเป็นได้ มาลองหาคำตอบกันสักหน่อยดีกว่า

1. โรคนอนไม่หลับ
อาจเป็นเพราะคุณนอนดึกมากๆ ทำงานหนักมากๆ งานเยอะมากๆ หรือเครียดมากๆ จนนอนไม่หลับ ซึ่งการนอนไม่หลับแบบสะสม ทำให้วันต่อๆ มาเกิดอาการง่วงนอนตอนกลางวันได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรคลายเครียดสักหน่อย ลดการทำงานในตอนกลางคืนลงเสียบ้าง หรือปรึกษาแพทย์สักหน่อยก็ได้ อะไรๆจะได้ดีขึ้น

2. โรคอ่อนเพลีย
เมื่อนอนไม่หลับติดต่อกันนานๆก็จะเกิดเป็นโรคอ่อนเพลียขึ้นได้ เพราะโรคนี้เป็นขั้นกว่าของโรคนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายสะสมความอ่อนเพลียหนักขึ้นเรื่อยๆ โรคนี้ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

นอกจากการนอนไม่พอแล้ว โรคนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารบางประเภท เช่น อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากเกินไปด้วย การที่ร่างกายได้รับอาหารเหล่านี้มากเกินไป จะส่งผลให้เกิดความเพลีย อ่อนล้า ง่วงนอน ความจำไม่ค่อยดี ปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว และนอนหลับไม่สนิทได้

3. โรคเบาหวาน

การบริโภคแป้งและน้ำตาลสูงๆ ทำให้เกิดเป็นโรคล้าเรื้อรังได้ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ ยังเป็นบ่อเกิดของโรคเบาหวานได้อีกด้วย เพราะการที่เลือดมีปริมาณน้ำตาลสูงๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นอาการง่วงนอนขึ้นโดยทันที เพื่อเตือนให้ร่างกายทราบว่า ขณะนี้ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว หากยังฝืนทานต่อไปเรื่อยๆจะนำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคตอันใกล้

4. โรคลมหลับ

โรคนี้หมายถึง อาการง่วงนอนอย่างมากในตอนกลางวัน แต่กลับตาสว่างในตอนกลางคืน จะข่มตาหลับก็หลับไม่สนิท หรือพอได้นอนปุ๊บก็จะฝันทันที ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง และส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการสมองช้า ขาดสมาธิ สุขภาพจิตเสีย หรือแม้กระทั่งการเป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิต

5. โรคโลหิตจาง

ผู้หญิงเป็นเพศที่มีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย เพราะส่วนหนึ่งเลือกทานอาหารและต้องสูญเสียโลหิตจากการมีประจำเดือน ซึ่งอาจนำมาสู่การอ่อนเพลีย หน้ามืด เหนื่อยง่าย เชื่องช้า เซื่องซึม และไม่สดใสในที่สุด

6. เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

การสูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ บ่อยๆ เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะสูญเสียเลือดจากการเป็นโรคริดสีดวงทวารบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะโลหิตจางเรื้อรัง เลยแสดงอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมง่าย อ่อนแรง และง่วงหงาวหาวนอนได้เช่นกัน

นวดมือช่วยบำบัดโรคได้

นวดมือ
นวดมือ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องการนวดเท้าที่สามารถช่วยคลายอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ หรือช่วยบรรเทารักษาโรคได้ แต่ไม่ใช่เฉพาะแค่การนวดเท้าเท่านั้นนะคะที่มีประโยชน์ แต่การนวดมือก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีเช่นกัน เพราะฝ่ามือก็เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทมากมาย ที่สามารถเชื่อมโยงอวัยวะต่างๆเข้าหากันได้

และเมื่อโลกนี้ไม่มีใครอยากป่วย การเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสาเหตุของโรคร้ายล้วนแฝงตัวมากับอาหาร หรือสิ่งแวดล้อมแทบทั้งนั้น หากใครอยากร่างกายแข็งแรงลองใช้วิธีการ “นวดฝ่ามือ” มาบรรเทาความเจ็บปวดของร่างกายของคุณดูสิค่ะ การนวดฝ่ามือจะช่วยแก้โรคร้ายอะไรได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

1. นวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์
เวลาที่รู้สึกกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข จิตใจไม่เบิกบาน ซึมเศร้า เชื่องช้า หรือเก็บกด อาจมีสาเหตุหลักมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ สามารถนวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์ได้ดังนี้

– ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งกดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง และนวดกดไล่ไปรอบๆบริเวณนี้ หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด
2. นวดเพิ่มการมองเห็น
อยากให้มองเห็นชัดเจนนอกจากจะนวดตาแล้ว ยังสามารถนวดมือได้ด้วย ทำง่ายๆตามนี้ค่ะ

– ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นิ้วละ 2-3 วินาที นวดถูให้ทั่วมือ
3. นวดกระตุ้นการได้ยิน
ใครหูไม่ดี ลองนวดกระตุ้นการได้ยินดูสิค่ะ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

– นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที จะช่วยส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยินได้
4. นวดแก้ไอ
จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้น เวลาไอหรือมีปัญหาเกิดขึ้นที่ลำคอ ก็ให้นวดกดจุดบริเวณนั้น ด้วยวิธีการดังนี้

– ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้ 5-10 นาที แล้วปล่อย
5. นวดแก้ปวดไมเกรน
อาการนี้เป็นกันเยอะ เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการปวดไมเกรนแล้ว ให้แก้ไขไปที่ต้นเหตุ โดยการแก้ไขที่การไหลเวียนโลหิตในสมอง ซึ่งทำได้ด้วยการนวดนิ้ว การบำบัดอาการปวดควรทำให้เส้นประสาทต่างๆผ่อนคลาย พร้อมกับกระตุ้นให้มีโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น ด้วยวิธีดังนี้

– นวดผ่อนคลายบริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน

6. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก
หากปัญหาผมร่วง ผมหงอกกำลังรังควาญใจคุณอยู่ ให้ลองนวดจุดสะท้อนเส้นผมบ่อยๆ มันจะช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและการหงอกก่อนวัยได้ วิธีนวดทำได้โดย

– กำมือทั้งสองข้างไว้หลวมๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน

– ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็วๆ ทำท่านี้วันละ 1 ครั้งๆ ละ 5 นาที

7. นวดแก้ปวดหลัง

การนวดมือช่วยแก้ปวดหลังได้ หากนวดได้ตรงจุดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียดได้ โดยต้องกดนวดดังนี้

– แก้ปวดบริเวณต้นคอ ให้กดนวดบริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย

– แก้ปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนอื่นๆ ให้กดนวดบริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา

8. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร
เพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ต้องลองกดนวดกระตุ้นจุดนี้ด้วยวิธีการดังนี้

– ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย

– กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้

9. นวดบำรุงหัวใจ
ถ้าอยากให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สามารถทำได้ด้วยการนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ ซึ่งมีวิธีการดังนี้

– กดจุดสะท้อนหัวใจบนมือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย ส่วนอีกสี่นิ้วที่เหลือให้ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้

10. นวดแก้อาการเป็นลม
หากเจอคนกำลังเป็นลม นอกจากจะให้ดมยาดมแล้ว ให้นวดมือเขาไปพร้อมกันด้วย การนวดที่ถูกต้องจะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนในสมองได้อย่างเพียงพอ และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

– เริ่มออกแรงกดที่ปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา และหมุนวน หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง

– ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย

11. นวดกระตุ้นตับ
การนวดกระตุ้นตับ ช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับได้ ด้วยวิธีคือ

– กดจุดสะท้อนตับบนมือ ตรงบริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา กดด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย

– จากนั้นให้สลับนวดไปที่มือซ้าย นวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ

12. นวดกระตุ้นไต

การนวดที่จุดนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีกระบวนการกรองและขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ โดยออกแรงกดและหมุนไปรอบๆ บริเวณ นานราว 2-3 วินาที

– สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย

การนวดถูกวิธี สามารถบรรเทาโรคภัยต่างๆได้มากมาย แต่ถ้าทำแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้น ก็ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์อย่างละเอียด เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

อารมณ์มีผลต่อริ้วรอยบนใบหน้า

ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับมลพิษต่างๆที่ส่งผลต่อริ้วรอยบนใบหน้าของเรา อารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อหน้าของเรา ยิ่งเราเครียดมาก เราก็จะยิ่งแก่เร็วกว่าเดิม เราควรจะใจเย็นๆ และหาเรื่องผ่อนคลาย หัวเราะบ่อยๆ ก็จะช่วยเราได้ส่วนหนึ่ง

ความเครียด
ความเครียด

การผ่อนคลายหรือการช่วยให้เราอารมณ์ดีนั้นสามารถทำได้หลายอย่างเช่น

ดูทีวี
ดูทีวี

1.ดูหนังฟังเพลงแนวที่ชอบ การดูหนัฟังเพลงงก็ถือเป็นการผ่อนคลายที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เราสามารถเลือกหนังแนวที่ชอบและดูอย่างผ่อนคลาย รือฟังเพลงเบาๆแล้วปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลงก็ดีไม่ใช่น้อย

2.ทำงานอดิเรก เราเชื่อว่าทุกคนต้องมีงานอดิเรกอย่างอื่นนอกจากงานที่ทำเป็นประจำ บางคนอาจจะอ่านหนังสือ หรือเล่นดนตรี ก็จะช่วยให้จิตใจเบิกบานแจ่มใสได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ออกกำลังกาย
ออกกำลังกาย

3.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยให้เราหลั่งสารแห่งความสุขออกมาได้ เมื่อเราออกกำลังกายมากพอ เราจะรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดีแถมสุขภาพก็ดีขึ้นอีกด้วย

4.กินอาหารที่เราชอบ การกินช่วยให้เราอารมณ์ดี บางคนเวลาเครียดมากๆก็มักจะมาลงกับการกินซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เราควรจะเลือกกินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อน
เพื่อน

5.ออกไปข้างนอก ไปเจอเพื่อน ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง การที่เราได้ไปสนทนากับคนอื่นจะสามารถทำให้เราเปิดกว้างทางความคิดและช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่ยาก

วิธีเหล่านี้คือบางส่วนที่เราสามารถนำไปใช้คลายเครียดได้ จะทำให้เราดูสดใสและอ่อนกว่าวัยอย่างแน่นอน